ร่วมด้วยช่วยกันแชร์เป็นธรรมทาน

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565

สติ สัมปชัญญะ : บทที่ ๖ : การศึกษาขาดครูดีไม่ได้ : เหตุผลที่การศึกษาต้องมีครูดี

 


สติสัมปชัญญะ | รากฐานการศึกษา

ตอน

การศึกษาขาดครูดีไม่ได้

เหตุผลที่การศึกษาต้องมีครูดี

          กระบี่ที่ไร้ฝัก ระเบิดที่ไร้สลักนิรภัย อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตของผู้ครอบครองและผู้เกี่ยวข้องได้ฉันใดความรู้จริงในสิ่งทั้งหลายแม้มีประโยชน์มาก แต่แฝงภัยอันตรายแก่ผู้ไม่มีวินัยควบคุมกาย วาจา และใจตนเองได้ฉันนั้น
          วินัยที่ใช้ควบคุมกายและวาจาไม่ให้ไปทำความเดือดร้อนตนเองและผู้อื่นสำหรับบุคคลทั่วไปคือ ศีล ๕ ในวันธรรมดาและศีล ๘ ในวันอุโบสถหรือวันพระ สำหรับสามเณร คือศีล ๑๐ และพระภิกษุ คือศีล ๒๒๗ ส่วนวินัยสำหรับควบคุมจิตใจไม่ให้ไปคิดร้าย ๆ ไม่ให้นำความรู้ไปใช้ในทางร้าย ๆ แต่ส่งเสริมให้นำไปใช้ในทางดีหรือทำความดี คือ สติสัมปชัญญะ
          ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญศาสตร์ต่าง ๆ นับแต่โบราณกาล จึงระมัดระวังมาก นอกจากตนไม่ใช้ความรู้ความสามารถในศาสตร์นั้น ๆ ไปทำความเดือดร้อนแก่ตนเองและใคร ๆ แล้ว ยังระมัดระวังในเรื่องการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์หรือคนอื่นต่อไปด้วยว่า ต้องเป็นผู้ได้รับการฝึกให้มีสติสัมปชัญญะมั่นคงมากพอเพื่อกำกับการใช้ความรู้ของท่านก่อน จึงถ่ายทอดประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้แก่ผู้นั้น โดยถือว่าเป็นการปิดนรก เปิดสวรรค์ เบิกทางแห่งความสุขความเจริญให้แก่ศิษย์นั้นด้วย
          หัวใจสำคัญของการศึกษโดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาของชาติ จึงอยู่ที่การพัฒนาผู้เรียน หรือประชาชนทุกคนในชาติให้สามารถประคับประคองใจ ควบคุมใจตนเอง และใจลูกหลานตัวน้อย ๆ ของตน ไม่ให้ใจแวบหนีเที่ยวออกไปนอกกายตั้งแต่เล็กด้วยวิธีการอันเหมาะสม โดยการฝึกให้
          ๑. หมั่นมองเข้ามาในตน เพื่อความรอบรู้ความจริงกายภาพ-จิตภาพที่ต้องรีบรู้และรีบประพฤติให้ครบถ้วนชัดเจน ถูกต้องพอเหมาะแก่เพศและวัยนั้น ๆ
          ๒. หมั่นพิจารณาการประพฤติปฏิบัติตน ว่าตนได้นำความจริงที่ต้องรีบรู้และที่ต้องรีบประพฤติที่เรียนจากโรงเรียน มาปฏิบัติให้เกิดเป็นนิสัยดี ๆ ซึ่งเป็นการแก้ไขนิสัยไม่ดีเดิม ๆ และเพิ่มพูนนิสัยดี ๆ ให้เกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใด
          ๓. หมั่นเจริญสมาธิภาวนาให้ใจหยุดนิ่งในตัวได้ครั้งละนาน ๆ เพื่อเห็นและรู้ตนเองว่า ใจผ่องใสและหยุดนิ่งอยู่ในกลางกายได้ดีเพียงใด จึงเป็นการหลอมละลายความรู้วิชาการด้านต่าง ๆ จากในห้องเรียน มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองในชีวิตจริง ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน อย่างเหมาะสมแก่เพศและวัย
          ความรู้วิชาการ ความประพฤติปฏิบัติทางกาย วาจา และสติสัมปชัญญะที่มั่นคงสำหรับควบคุมใจ จึงได้รับการหล่อหลอมให้เกิดขึ้นในเยาวชนและประชาชนทุกคน เพื่อให้เป็นทั้งลูกที่ดีของพ่อแม่ ศิษย์ที่ดีของครู พ่อแม่ผู้ปกครองที่ประเสริฐของลูก และเป็นพลเมืองที่ดีสำหรับพัฒนาประเทศชาติสืบไป

วินัยสำหรับควบคุมจิตใจ

ไม่ให้ไปคิดร้าย ๆ

ไม่ให้นำความรู้ไปใช้ในทางร้าย ๆ
แต่ส่งเสริมให้นำไปใช้ในทางดี
หรือทำความดี คือ สติสัมปชัญญะ 
 
 

สติ สัมปชัญญะ : บทที่ ๖ : การศึกษาขาดครูดีไม่ได้ : ความหมายของคำว่า "ครู"

 


 สติสัมปชัญญะ | รากฐานการศึกษา

ตอน

การศึกษาขาดครูดีไม่ได้ 

ความหมายของคำว่า "ครู"

          ความจริงกายภาพ-จิตภาพที่ต้องรีบรู้ รีบประพฤติ มีความสำคัญต่อการศึกษามากฉันใด ครูดีก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าความจริงฉันนั้น
          ครูคืออะไร คำว่า ครู มีรากศัพท์จากคำว่า ครุ และ คารวะ ซึ่งเป็นคำเดียวกันในภาษาบาลี
          ครุ แผลงเป็น ครู
          ครุ แปลว่า หนัก หมายถึง หนักแน่น
       ครูต้องหนักแน่นในเรื่องอะไร
       ๑. ครูต้องหนักแน่นเพื่อค้นคว้าหาความจริงกายภาพ-จิตภาพที่ต้องรีบรู้ รีบประพฤติ ให้เข้าใจถูกต้องและครบถ้วนชัดเจนทั้งเหตุทั้งผลและพร้อมอธิบายขยายความ
       ๒. ครูต้องหนักแน่นประพฤติตนให้เหมาะสมถูกต้องตรงต่อความจริง เพื่อให้เกิดเป็นความดี มีใจผ่องใส มีใจเก็บไว้กลางกายเป็นนิจ มีอารมณ์ดี อารณ์เดียว เมื่อทำอะไรแล้วต้องไม่มีความเดือดร้อนใด ๆ ตามมาภายหลังทั้งต่อตนเองและผู้อื่น รวมทั้งไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย
       ๓. ครูต้องหนักแน่น ยอมหนักแรงถ่ายทอด สั่งสอน ฝึกหัด ดัดนิสัย อบรมศิษย์ให้เข้าถึงความจริงกายภาพ-จิตภาพที่ต้องรีบรู้ รีบประพฤติ และประพฤติปฏิบัติตนเหมาะสมตรงตามความจริงตามครู
       ส่วนศัพท์คำว่า คารวะ แผลงเป็น เคารพ แปลว่า ตระหนัก ครูต้องตระหนักในเรื่องอะไร
      ๑. ตระหนักในความสำคัญของการรู้ความจริงทั้งกายภาพและจิตภาพ
      ๒. ตระหนักในความดีที่ได้รู้ ได้เห็นจากบุคคล สิ่งของ เหตุการณ์ต่าง ๆ จนกระทั่งตรึงติดฝังใจ
       ๓. นำความดีที่ติดตรึงใจนั้นมาประพฤติตนให้ดี ตามที่ได้รู้ได้เห็นนั้น เพื่อจะได้ทำความดี มีสิ่งของดี ประสบแต่เหตุการณ์ดีตามนั้น และพัฒนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป
        ความเคารพจึงเป็นคุณธรรมที่สำคัญยิ่งสำหรับศิษย์ที่ต้องมีต่อครู
        ด้วยเหตุที่ครูเป็นผู้มีความหนักแน่น มีความตระหนักติดใจในความดี ครูจึงมีความน่าเคารพน่ากราบไหว้บูชาเพราะ
        ๑. ครูรอบรู้ความจริงที่ต้องรีบรู้ และรู้วิธีประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกต้องเหมาะสมตรงกับความจริงนั้น
               ๑.๑ เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนทั้งต่อตนเอง ศิษย์ และผู้อื่นตามมาภายหลัง
               ๑.๒ มีแต่ความสุขความเจริญเท่านั้นตามมา นี้เป็นความจริงที่ผู้เป็นครูต้องรีบรู้และต้องรีบประพฤติถูกต้องตรงไปตรงมา
        ๒. ครูประพฤติตนเหมาะสมถูกต้องตรงตามความจริงที่ต้องรีบรู้ รีบประพฤติ เพื่อให้ตนเป็นต้นแบบความดีแก่
        ๓. ครูเพียรถ่ายทอด อบรม สั่งสอนศิษย์ด้วยความเมตตา กรุณา และอดทน
              ๓.๑ เพื่อให้ศิษย์รู้ชัดความจริงที่ต้องรีบรู้ รีบประพฤติปฏิบัติ
              ๓.๒ เพื่อให้ศิษย์ประพฤติปฏิบัติตนเหมาะสมถูกต้องตรงตามความจริงที่ต้องรีบรู้ รีบประพฤติให้เคย คุ้นชิน ติดแน่นฝังใจ เป็นนิสัยดีประจำตนเช่นครูดี 

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2565

สติ สัมปชัญญะ : บทที่ ๖ : ความหมายการศึกษา

 


สติสัมปชัญญะ | รากฐานการศึกษา

ตอน

ความหมายการศึกษา 

          ตลอดมานับพัน ๆ ปี ผู้ใฝ่การศึกษาแต่ละยุคได้มองเห็นตรงกันว่า แท้ที่จริงแล้วความสงบสุขของผู้คนทั้งโลกต้องเกิดจากความสงบสุขของโลกใบเล็ก คือ กายและใจของตนเองก่อน เพราะฉะนั้นถ้าทำให้แต่ละคนรู้จักตนเองและควบคุมตนเองได้ คือ ไม่ก่อความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่น โลกทั้งโลกย่อมร่มเย็นเป็นสุขได้เอง โดยไม่ต้องรอให้มีผู้วิเศษหรือเทวดาองค์ใดจุติลงมาจัดการปกครองโลกให้มนุษย์
          ถ้าเช่นนั้น อะไรคือกลไกหรืออุปกรณ์ที่จะทำให้คนทั้งโลกรู้จักปกครองตนเองให้ได้ดังกล่าว คำตอบคือการศึกษา แล้วการศึกษาที่สมบูรณ์แท้จริงคืออะไร
          การศึกษา คือ การพัฒนาให้ผู้คนแต่ละคน ๑) สามารถควบคุมปกครองตนเองได้ ไม่ก่อความทุกข์ความเดือดร้อนใด ๆ ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ๒) สามารถใช้กาย วาจา ใจของตน ตลอดจนความรู้ความสามารถศิลปวิทยาทั้งหลายที่ตนมี ไปสร้างประโยชน์สุขให้แก่ตนและโลกนี้ได้เต็มที่สมกับเพศวัย ๓)  สามารถฝึกฝนอบรมใจตนเองให้ผ่องใสยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนถึงที่สุด
          การจะพัฒนาตนให้ได้เช่นนั้น ผู้ศึกษาจำเป็นต้อง ๑) หมั่นมองเข้าไปในตนให้รู้จริงเรื่องร่างกาย กลไกการทำงานในร่างกาย และความเชื่อมโยงระหว่างกายกับใจ ๒) หมั่นพิจารณาแก้ไขความประพฤติของตน ทั้งด้านส่วนตนและส่วนรวม ๓) หมั่นเจริญสมาธิภาวนาให้ใจผ่องใสจนเกิดเป็นปัญญาจากการรู้เห็นภายในให้มาก ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ คือ
          ๑. เพื่อแสวงหาความรู้ชัดความจริงกายภาพ-จิตภาพที่ต้องรีบรู้เกี่ยวกับตนเอง และสิ่งแวดล้อม ๕
          ๒. เพื่อแสวงหาความรู้ชัดความจริงที่ต้องรีบประพฤติปฏิบัติ
          ๓. เพื่อรีบประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกต้องเหมาะสมตรงตามความจริงที่ต้องรีบรู้ ที่ต้องรีบประพฤติ ให้เคย คุ้นชิน ติดแน่นฝังใจ กลายเป็นนิสัยดีประจำตน
          ๔. เพื่อตั้งใจฝึกสติเก็บใจไว้กลางกายให้ได้เป็นนิจ มีสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อมขณะคิด-พูด-ทำ จึงเป็นผู้สามารถดับความเดือดร้อนที่อาจจะเกิดตามมาทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น
          ๕. เพื่อเพียรอบรม สั่งสอน ฝึกฝน บุตรหลาน ลูกศิษย์ ผู้อื่น ให้รู้ชัดความจริงที่ต้องรีบรู้ และรีบประพฤติปฏิบัติให้ตรงตามความจริงนั้นเป็นนิสัย
          สรุปได้ว่า การศึกษาเป็นการแสวงหา ค้นคว้าทดลอง ฝึกฝนตนเองให้รู้ชัดความจริงที่ต้องรีบรู้ แล้วรีบนำไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดเป็นความดีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อดับทุกข์เพิ่มสุขให้แก่ตนเองและเพื่อนร่วมโลกอย่างเต็มที่เต็มกำลังตลอดไป โดยเริ่มต้นจากการฝึกสติสัมปชัญญะให้เกิดเป็นคุณธรรมที่หนักแน่นมั่นคงก่อน เพื่อใช้ควบคุมใจให้ผ่องใส สว่างไสวตรงศูนย์กลางกายเป็นนิจ ให้ใจเกิดความรักดี รังเกียจความชั่วยิ่งชีวิต แล้วนำความรู้ ความสามารถที่เกิดจากการศึกษาไปใช้ทำความดีให้เกิดความสุขความเจริญแก่ตนเองและสรรพสัตว์ต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2565

สติ สัมปชัญญะ : บทที่ ๖ : ใจเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ทำให้รู้ความจริง

 สติสัมปชัญญะ | รากฐานการศึกษา

ตอน

ใจเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ทำให้รู้ความจริง

 

วิธีรู้ความจริง

          ท่านผู้รู้จริงได้สรุปวิธีแสวงหาความรู้จริงหรือวิธีรู้ความจริงทั้งสรรพสัตว์และสรรพสิ่งไว้ ๓ วิธีด้วยกัน คือ
          ๑. รู้ความจริงจากการสดับตรับฟัง เป็นการรู้ความจริงระดับต้น ซึ่งเกิดจากการตามหาท่านผู้รู้จริงให้พบและได้ฟังคำสอนจากท่านโดยตรง หากท่านผู้รู้จริงได้ลาโลกไปแล้ว ก็ต้องพยายามหาศิษย์ของท่านผู้รู้จริงด้านจิตภาพให้พบ เพื่อรับฟังความรู้จริงที่ลึกซึ้งโดยตรงจากศิษย์ของท่านหรือจากศิษย์ของศิษย์ของท่านก็ยังดี ถ้าหาแม้ศิษย์ของศิษย์ท่านไม่พบ อย่างน้อยต้องหาอ่านความรู้จริงจิตภาพจากตำราที่จดบันทึกของท่าน หรือหาฟังจากผู้ใดก็ตามที่ท่องจำคำสอนของท่นผู้รู้จริงได้ก็ยิ่งดี ส่วนความรู้จริงทางด้านกายภาพสามารถหารับฟังจากผู้รู้จริงด้านนั้น ๆ ได้ไม่ยากในปัจจุบัน
          ความรู้จริงที่ได้ฟัง ได้อ่านแล้วเหล่านั้นแม้เราจะเข้าใจตามทันบ้างไม่ทันบ้างก็ตาม ย่อมเป็นประโยชน์มากเพราะได้พัฒนาจากความรู้จริงระดับการฟัง การอ่าน เป็นความรู้จริงระดับความจำเก็บไว้ในใจแล้ว นี้เป็นการรู้ความจริงด้วยวิธีสดับตรับฟัง
          ๒. รู้ความจริงจากการขบคิด เนื่องจากความจริงด้วยวิธีสดับตรับฟังหรือระดับจำเก็บไว้ในใจแล้ว มี ๒ ประเภท คือ ประเภทที่ ๑ ความรู้จริงระดับฟังหรือจำจากท่านผู้รู้ดังกล่าวแล้วในข้อแรก ประเภทที่ ๒ ความรู้จริงระดับจำ ที่เกิดจากการได้เห็น ได้ยิน ได้ดม ได้ลิ้มรส ได้สัมผัสแล้ว เคยคิดอย่างฉาบฉวยด้วยตนเองจนรู้ หากเราไม่ปล่อยผ่านความรู้จริงระดับฟังหรือจำทั้ง : ประเภทนี้ แต่นำไปขบคิด ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง ช้ำแล้วซ้ำอีก กระทั่งเห็นความเชื่อมโยง ความเป็นเหตุเป็นผลของปรากฏการณ์ เหตุการณ์ที่เราสนใจนั้น จนกระทั่งรู้ความจริงที่สลับซับซ้อนอยู่เบื้องหลังนั้น ย่อมจัดเป็นวิธีรู้ความจริงจากการขบคิดหรือคิดจนรู้ ยิ่งเมื่อนำความรู้จริงจากการขบคิดแล้วไปทดลองพิสูจน์หรือใช้งานจริง ปรากฎผลว่าจริงตรงตามที่คิดไว้ก็ยิ่งเชื่อมั่นในความจริงที่มาจากการขบคิดกระทั่งรู้ยิ่งขึ้น ความจริงต่าง ๆ ด้านวิชาการ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ ตลอดทั้งโลกได้มาจากวิธีที่ ๑ และ ๒ ซึ่งเป็นความจริงกายภาพเท่านั้น
          ๓. รู้ความจริงจากการเห็นภายในด้วยใจที่ผ่องใสที่สว่าง ผู้ต้องการรู้ความจริงด้วยวิธีนี้ ต้องฝึกใจไม่ให้แวบหนีเที่ยวออกนอกกาย เพราะเป็นเหตุให้ใจขุ่นมัว สลัวลง ยิ่งใจไปหลงยึดติด รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนอกกาย หนาแน่นมากเท่าใด ความขุ่นมัวยิ่งมากขึ้นเท่านั้น จากมืดสลัวก็กลายเป็นมืดมิด คือ ไม่เห็นความจริงจิตภาพใด ๆ เลย บุคคลประเภทปล่อยใจแวบออกนอกตัวเป็นนิจเช่นนี้ ย่อมปฏิเสธความมีอยู่จริงของใจ และความจริงด้านจิตภาพโดยสิ้นเชิง
          สำหรับผู้ฝึกใจให้หยุดนิ่ง อยู่ที่ศูนย์กลางกายได้เป็นนิจ แม้ใจจะแวบออกนอกกายบ้างก็เพียงบางครั้ง และแวบไปไม่นานก็กลับมาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายตามเดิม ใจของบุคคลเช่นนี้ย่อมสว่างโพลงอยู่ภายในอย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุให้เห็นความจริงกายภาพและจิตภาพของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งได้ชัดทั้งลืมตาและหลับตา ไม่มีอะไรหลงเหลือให้เคลือบแคลงสงสัย จึงรู้ความจริงกายภาพจากการเห็นด้วยตาเนื้อ และรู้ความจริงจากภายในหรือความจริงจิตภาพจากตาธรรมโดยไม่ต้องคิด การรู้ความจริงจิตภาพด้วยวิธีการนี้เป็นวิธีการรู้ที่มีชื่อเฉพาะว่า รู้ด้วยญาณทัสสนะ เป็นความรู้เฉพาะตัวของท่านผู้นั้น แม้ยากต่อการอธิบายให้ผู้ที่ยังไม่สามารถทำใจให้หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายเข้าใจได้ แต่สามารถพิสูจน์ได้ ถ้าผู้ต้องการพิสูจน์นั้นฝึกใจของตนให้หยุดนิ่งภายในได้ตามท่าน และท่านเหล่านั้นแม้มีอยู่ในปัจจุบันไม่มากแต่ก็ยังมี ซึ่งส่วนมากก็เป็นนักบวช เช่น พระภิกษุในพระพุทธศาสนา หากผู้ใดสนใจใคร่รู้เห็นจริงท่านก็ยินดีจะสอนสั่งความรู้ในการเก็บใจไว้ในกายให้ได้เป็นนิจตามท่าน

เครื่องมือรู้ความจริง

          วิธีรู้ความจริงทั้ง ๓ ประการที่กล่าวมานั้น ต่างต้องใช้ใจเป็นเครื่องมือรู้ทั้งสิ้น เพราะใจเป็นธาตุรู้ หมายถึงการที่จะรู้ความจริงทั้งหลายได้นั้น ไม่ใช้กาย ไม่ใช้สมอง แต่ต้องใช้ใจที่อยู่ในกาย เมื่อใจและกายอยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะเมื่อใจอยู่ที่กลางกาย ตรงบริเวณที่โลกส่งแรงโน้มถ่วงมาดึงดูดสรรพสัตว์ไม่ให้หลุดลอยเคว้งคว้างออกไปนอกโลก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้ง ที่อยู่ เป็นบ้านของใจ ทำให้ใจและกายเป็นหนึ่งเดียวกัน ใจไร้แรงต้านบีบคั้น ไร้แรงดึงให้กระเจิงแวบออกนอกกาย กายก็จะสงบ ผ่อนคลาย ความปวดเมื่อยล้าใด ๆ ของกายก็มลายหายสูญไปสิ้น ส่วนใจก็จะผ่อนคลาย ว่าง โปร่ง โล่ง เบา กระชุ่มกระชวย ทรงพลังไม่จำกัด ความผ่องใสของใจก็จะฉายแสง ทำให้เห็นข้อมูลความจริงของปรากฎการณ์ เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นลำดับ ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ จึงรู้ความจริงไม่ผิดเพี้ยนจากการเห็น ซึ่งเป็นการเห็นด้วยตนเองจากใจที่ผ่องใสนั่นเอง สำหรับสมองเป็นสำนักงานให้ใจใช้สั่งงาน
          ใจจึงเป็นเครื่องมือรู้ความจริงเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ไม่มีเครื่องมืออื่นใด การรู้ความจริงด้วยวิธีการฟังก็ดี ด้วยการคิดก็ดี ด้วยการเห็นจากใจก็ดี ความจริงทั้งหมดเหล่านี้ต้องใช้ใจที่ฝึกมาดี คือ มีสติสัมปชัญญะกำกับเป็นนิจเท่านั้น ใจจึงจะจดจ่อ เกิดความตั้งใจฟัง สังเกตเห็น รับรู้ จำได้หมายรู้ คิดไตร่ตรอง กระทั่งรู้ความจริงกายภาพ-จิตภาพ ของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งได้หมดจด
          จากความจริงที่ว่า ใจเท่านั้นที่เป็นเครื่องมือรู้ความจริง โดยต้องเป็นใจที่มีสติสัมปชัญญะกำกับอย่างรอบคอบมั่นคงด้วย การศึกษาที่แท้จริงจึงอยู่ที่การฝึกฝน พัฒนาใจให้มีสติสัมปชัญญะเป็นอันดับแรกก่อน ก็เพราะมองข้ามความจริงประการสำคัญที่สุดนี้ การศึกษาเกือบทั้งโลก จึงเน้นทุ่มเทสรรพความรู้ และงบประมาณ ไปที่การพัฒนาวิธีการได้ความรู้ มากกว่ามุ่งพัฒนาใจที่เป็นเครื่องมือให้เข้าถึงสรรพความจริง ทั้งวิธีรู้ความจริงก็มุ่งเน้นเฉพาะจากการฟัง การคิดค้นคว้าทดลองจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือทันสมัยล้ำยุค ยิ่งได้ข้อมูลความรู้กว้างไกล ก็ยิ่งภูมิใจว่าตนมีความรู้เหนือกว่าผู้ใด อันเป็นทางมาแห่งความร่ำรวย ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
          แต่หารู้ไม่ว่า ยิ่งเน้นแต่วิธีการรู้ความจริง แต่ไม่เน้นการพัฒนาใจ ให้มีสติสัมปชัญญะ มีความผ่องใสเป็นนิจ เพื่อเป็นกุญแจไขประตูแห่งความจริง ผู้เรียนจะยิ่งห่างไกลจากความจริง สับสนระหว่างข้อมูลจริง-เท็จจำนวนมากมายที่ไหลบ่าท่วมทันจนแยกไม่ออก ไม่ต้องกล่าวถึงว่าอะไรคือความดี-ความชั่ว ซึ่งไม่ว่าจะใช้วิธีการใดมารู้ก็ยิ่งแยกไม่ออก
          สรุปได้ว่า สติสัมปชัญญะเป็นรากฐานการศึกษาที่แท้จริงแต่จะเกิดขึ้นได้ต้องมีครูดีมาสั่งสอนฝึกฝนอบรมอย่างใกล้ชิดให้ จึงจะสามารถเข้าถึงแก่นของการศึกษาที่แท้จริงได้


ใจเท่านั้น

ที่เป็นเครื่องมือรู้ความจริง

โดยต้องเป็นใจที่มีสติสัมปชัญญะ
กำกับอย่างรอบคอบมั่นคงด้วย
การศึกษาที่แท้จริงจึงอยู่ที่การฝึกฝน
พัฒนาใจให้มีสติสัมปชัญญะเป็นอันดับแรก
 

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565

สติ สัมปชัญญะ : บทที่ ๖ : ความจริงที่ต้องรีบรู้ รีบประพฤติ


 

 สติสัมปชัญญะ | รากฐานการศึกษา

ตอน

ความจริงที่ต้องรีบรู้ รีบประพฤติ

          ความจริงเรื่องอะไรที่ต้องรีบรู้ รีบประพฤติ หากเราตอบคำถามนี้ได้ เท่ากับเรากำชัยชนะความสำเร็จในการจัดการศึกษาได้แน่นอน คำตอบง่าย ๆ ก็คือ ความจริงกายภาพกับความจริงจิตภาพที่เกี่ยวกับตัวเราและสิ่งแวดล้อม ๕ ที่เราต้องเกี่ยวข้องด้วยเมื่อทำกิจต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องที่ต้องรีบรู้ รีบประพฤติ เหตุผลที่ต้องรีบรู้ รีบ
ประพฤติ ท่านผู้รู้จริงได้บอกไว้แล้วว่านี้เป็นประตูแห่งประโยชน์สุข ๖ ประการคือ
          ๑. เป็นเหตุแห่งความไม่มีโรค
          ๒. เป็นเหตุแห่งความเป็นผู้มีศีล
          ๓. เป็นเหตุแห่งความคล้อยตามผู้รู้ เชื่อฟังผู้รู้จริง
          ๔. เป็นเหตุแห่งการสดับเล่าเรียน
          ๕. เป็นเหตุแห่งการประพฤติตามธรรม คือ ประพฤติให้เป็นสุจริต
          ๖. เป็นเหตุแห่งความไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคใด ๆ
          คุณธรรม ๖ ประการนี้ บุคคลควรปรารถนา ควรประพฤติอย่างยิ่ง เพราะเป็นประตู เป็นอุบายด่านแรก นำไปสู่ประโยชน์สูงสุด ความสุขความเจริญสูงสุดทางโลก คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และความสุขทางธรรม คือ พ้นทุกข์จริง อยู่เหนือกฎแห่งกรรมจริง ดังภาพที่ ๑๔
 

 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ